คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

เรอบ่อย สัญญาณของโรคร้าย ?

burp

เรอ (Belching) เป็นปฏิกิริยาของร่างกายในการขับลมออกจากกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารออกทางปาก ทำให้เกิดเสียงที่เกิดจากสั่นของหูรูดหลอดอาหารและมีกลิ่นของอาหารที่ได้บริโภคและยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไปและทำให้กระเพาะอาหารพองตัว ซึ่งการเรอเป็นการขับลมออกเพื่อลดการพองตัวของกระเพาะอาหาร

สาเหตุของการเรอบ่อย

สาเหตุที่ทำให้เรอหรือเรอบ่อย เกิดจากการมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งการที่มีลมมากกว่าปกติมาจากสาเหตุหลายประการ ที่พบบ่อย ได้แก่ รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำอัดลม อย่างไรก็ตาม การเรอไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีลมมากเกินไปเท่านั้น แต่อาจมาจากอาการไม่สบายท้องที่เกิดจากสาเหตุอื่น อาจเป็นเพราะปัจจัยดังต่อไปนี้

การกลืนลม (Aerophagia) เป็นการกลืนอากาศเข้าไปทั้งที่เจตนาและไม่ได้เจตนา โดยการกลืนลมในปริมาณมากสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมต่อไปนี้ เช่น
รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มเร็วเกินไป
รับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
เคี้ยวหมากฝรั่ง
ดื่มน้ำจากหลอดดูด
สูบบุหรี่
ใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี
เกิดความวิตกกังวล
หายใจลึก ยาว หรือเร็วกว่าปกติ
ดูดนม เช่น เด็กอ่อนที่กินนมแม่
การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิดทำให้เรอบ่อยขึ้น เช่น
น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อาหารที่มีแป้ง น้ำตาล หรือไฟเบอร์สูง
อาหารที่ทำมาจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด
ถั่ว
บรอกโคลี
หัวหอม
กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
กล้วย
ลูกเกด
ขนมปังโฮลวีท
การมีกรดในกระเพาะอาหารมาก เช่น
ดื่มกาแฟ (สารคาเฟอีน)
ปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด
มีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารมาก จากน้ำย่อยอาหารไม่เพียงพอ เช่น กินอาหารมากเกินไป
การใช้ยาบางชนิด เช่น
ยาอะคาร์โบส (Acarbose) เป็นยารักษาเบาหวาน ชนิดที่ 2
ยาระบาย เช่น ยาแลคตูโลส (Lactulose) และยาซอร์บิทอล (Sorbitol)
ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยานาพรอกเซน ยาไอบูโพรเฟน และยาแอสไพริน โดยการใช้ยาแก้ปวดในปริมาณมากอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เรอบ่อย
โรคประจำตัว ที่อาจทำให้มีอาการเรอบ่อย ได้แก่
โรคกรดไหลย้อน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
โรคกระเพาะอาหารหรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร
ภาวะแพ้น้ำตาลแล็กโทสซึ่งอยู่ในอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ
ภาวะการดูดซึมฟรุกโตสหรือซอร์บิทอล (Sorbitol) ที่ผิดปกติ คือไม่สามารถย่อยน้ำตาลฟรุกโตสหรือซอร์บิทอลได้
โรคติดเชื้อเอชไพโลไร (H.pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร
สาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้น้อย เช่น
โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรืออาการแพ้กลูเตนในอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปัง
โรคตับอ่อนทำงานบกพร่อง ทำให้ขาดน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยอาหาร
Dumping Syndrome เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารย่อยอาหารและส่งไปยังลำไส้เร็วเกินไปก่อนที่อาหารจะถูกย่อย
เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ ?

โดยปกติอาการเรอมักจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่น่ากังวลและสามารถหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเรอบ่อยและเรอมากกว่าปกติ หรือมีนิสัยในการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงหากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

ปวดท้องรุนแรงหรือปวดไม่หาย
ท้องเสีย
อุจจาระเปลี่ยนสี หรืออุจจาระบ่อย
อุจจาระปนเลือด
น้ำหนักตัวลด
เจ็บหน้าอก
แพทย์จะตรวจวินิจัยโดยการสอบถามประวัติและอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมไปถึงตรวจร่างกายและอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ช่องท้อง ตรวจเอมอาร์ไอ (MRI) ซีทีสแกน (CT-scan) อัลตราซาวด์ หรือตรวจความผิดปกติในการย่อยอาหาร

อาการเรอหรือเรอบ่อย สามารถบรรเทาได้อย่างไร?brellabee.com

เรอที่เกิดขึ้นตามปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่หากพบว่าเรอบ่อยหรือมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ ในกรณีนี้จึงควรไปพบแพทย์ โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม การเรอที่เกิดขึ้นทั่วไปจากลมที่มีมากในกระเพาะอาหารและลำไส้ สามารถบรรเทาได้ ดังนี้

ปรับพฤติกรรมการรับประทานและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง

รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนอากาศให้น้อยลงได้
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
ดื่มน้ำให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลแลคโตส สารให้ความหวานซอร์บิทอล หรือฟรุกโตส ซึ่งอาจทำให้การย่อยอาหารผิดปกติสำหรับบางคน
หลีกเลี่ยงผักหรือผลไม้บางชนิด เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี หัวหอม แครอท แอปริคอท ลูกพรุน บรอกโคลี หัวหอม กะหล่ำดอก กล้วย ลูกเกด ขนมปังโฮลวีท รวมไปถึงหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่ทำจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งบางคนจะย่อยได้ยากและทำให้เกิดก๊าซมาก
อาจรับประทานโยเกิร์ตแทนดื่มนม เพราะพบว่าบางคนที่รับประทานโยเกิร์ตแทนการดื่มนมจะทำให้เกิดก๊าซน้อยกว่า เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ตได้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่ทำให้เกิดปัญหาในการย่อยสำหรับบางคนได้บางส่วน
หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม เพราะขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม จะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
ตรวจสอบฟันปลอม เพราะหากฟันปลอมที่ใส่อยูไม่พอดี อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไปมากเวลารับประทานอาหารและดื่มน้ำ
หลีกเลี่ยงความเครียด ความวิตกกังวล
รักษาด้วยการซื้อยาที่จำหน่ายที่ร้านขายยา

รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องหรือแสบร้อนกลางอกด้วยยาลดกรดและยาช่วยขับลมที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ยาไซเมทิโคน (Simethicone) หรือถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoa)
อาหารเสริมเอนไซม์ เช่น Alpha-D-Galactosidase สามารถช่วยย่อยน้ำตาลในผักและธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งย่อยได้ยากหรือทำให้เกิดก๊าซมาก
ผู้ที่มีปัญหาการย่อยอาหารที่ผิดปกติจากภาวะตับอ่อนบกพร่อง สามารถรับประทานเอนไซม์จากตับอ่อนเสริมพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มเอนไซม์ที่ขาดหายไปได้
ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาจจำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์และใช้ยาตามแพทย์สั่ง รวมไปถึงการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย

เน้นเรื่องการศึกษา

mSQWlZdCq5b6ZLkt7VGU0ntiYl4Ec7IB

คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ซึ่งชาวโลกเฝ้าติดตาม ได้มีการประกาศผลออกมาแล้ว ผู้ร่วมคว้ารางวัลโนเบล สันติภาพ ประจำปี 2557 นี้ ได้แก่ มาลาลา ยูซาฟไซ หญิงสาวชาวปากีสถาน วัย 17 ปี
ในฐานะที่บุคคลทั้งสองเป็นนักรณรงค์ด้านการศึกษา พยายามต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิของเด็กๆ ในปากีสถานและอินเดียให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ โดยมาลาลา นับเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ซึ่งปี 2013 ที่ผ่านมา เธอชวดรางวัลนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ปีนี้เธอก็ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้อย่างเป็นที่น่าภูมิใจhttp://brellabee.com
ถือเป็นรางวัลต่อมวลมนุษยชาติที่น่าชื่นชมเป็นที่สุด
มาลาลา ยูซาฟไซ เธอมีหัวใจที่เข้มแข็งและกล้าหาญ ที่ผ่านมาเธอต้องต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาท่ามกลางความรุนแรงภายในประเทศ จน มาลาลา ได้ถูกมือปืนฏอลิบาน (Taliban)
ยิงศรีษะจนเกือบเสียชีวิต แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้ด้วยความหวังที่ว่าจะให้เด็กหญิงทั่วโลกได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

BIRMINGHAM, ENGLAND - OCTOBER 10:  Malala Yousafzai speaks during a press conference at the Library of Birmingham after being announced as a recipient of the Nobel Peace Prize, on October 10, 2014 in Birmingham, England. The 17-year-old Pakistani campaigner, who lives in Britain where she received medical treatment following an assassination attempt by the Taliban in 2012, was jointly awarded the Nobel peace prize with Kailash Satyarthi from India. Chair of the Nobel Committee Thorbjorn Jagland made the announcement in Oslo, commending Malala for her 'heroic struggle' as a spokesperson for girls' rights to education.  (Photo by Christopher Furlong/Getty Images)

ด้วยหัวใจที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวทรงพลังของเธอนั้นเป็นประจักษ์แก่สายตาของคนทั่วโลก และนี่เองทำให้ มาลาลา ยูซาฟไซ ถูกเสนอชื่อเพื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2013 ซึ่งการที่เธอได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ สะท้อนให้เห็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ
การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคของสตรี ในเรื่องการศึกษา และเพื่อประชาธิปไตยที่ประชาชนในชาติทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นหญิงหรือชาย และอีกเหตุการณ์ที่คนทั่วโลกต่างปรบมือชื่นชมในจิตใจนักสู้ของเธอก็คือ การกล่าวสุนทรพจน์ บนเวทีเวทีสหประชาชาติ ซึ่งบทสุนทรพจน์ที่เธอได้กล่าวนั้นย้ำให้ถึงจุดยืนที่มุ่งมั่นในแนวทางที่จะใช้การศึกษาเป็นอาวุธในการประกาศสงคราม(ปัญญา)เพื่อต่อสู้กับความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายที่เคยหมายมั่นจะเอาชีวิตเธอ

” ผู้ก่อการร้ายคิดว่าพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงความปราถนามุ่งมั่นของฉันได้ พวกเขาไม่รู้เลยว่าในชีวิตฉันมีเพียงความอ่อนแอ ความหวาดกลัว และความสิ้นหวังเท่านั้นที่เปลี่ยน แต่ความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวและพลังความกล้าหาญได้เกิดขึ้นมาแทน”

ชงแผนไบโอเข้าครม. ชี้เอกชนลงทุนเพียบ

w644

พระราม 6 * “อุตตม” แย้มเตรียมเสนอแผนพัฒนาไบโออีโคโนมีวงเงิน 9.74 พันล้านบาท เข้า ครม.หลังเอกชนผุดแผนลงทุนในอีอีซีแล้ว พร้อมกระจายแผนช่วงปี 2560-69 มีเงินลงทุนเกินแสนล้านบาท

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความ คืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ ว่ารัฐบาล มีแผนลงทุนโครงการอุตสาห กรรมชีวภาพ (ไบโออีโคโนมี) ระยะปี 2560-64 วงเงิน 9,740 พันล้านบาท ซึ่งเตรียมจะเสนอ
ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเร็วๆ นี้ ซึ่ง เบื้องต้นมีแผนลงทุนอุตสาห กรรมชีวภาพในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของบริษัท Baxter ลงทุนผลิตน้ำยาล้างไตในนิคม อุตสาหกรรมอมตะซิตี้ วงเงิน 2,240 ล้านบาท บริษัท Total
และบริษัท corbion ในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จ.ระยอง มูลค่า 3,500 ล้านบาท และโครงการลงทุนปาล์ม ไบโอคอมเพล็กซ์ ของบริษัท GGC มูลค่า 4,000 ล้านบาทhttp://greensupercgcs.com

นอกจากนี้ ยังมีการ เสนอแผนขยายพื้นที่โครง การลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ มีแผนลงทุน 41,000 ล้านบาท 8,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2560-64 และปี 2565-69 กำ แพงเพชรมีแผนลงทุน 2,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังมีแผน ลงทุนโครงการอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง ครอบคลุมจังหวัดขอนแก่น มีแผนลงทุนนิคม อุตสาหกรรม 29,700 ล้านบาทในปี 2560-64 เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความได้เปรียบ
เป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเครื่องสำอาง และปี 2565-69 มีแผนลงทุน 5,290 ล้านบาท

“ภาพรวมการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพ (ไบโอชีวภาพ) ตั้งแต่ช่วงปี 2560-2569 คาดมีเม็ดเงินลงทุนมากกว่าแสนล้านบาท ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตภาคเกษตรได้ 40% สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตรได้ 400,000 ล้านบาทภายใน 10 ปี รายได้เกษตรเพิ่มขึ้นเป็น 85,000 บาทต่อปี
ตั้งเป้าหมายทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 800,000 ครัวเรือน สร้างแรงงานที่มีองค์ความรู้ อาทิ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมและนักวิจัยพัฒนาเพิ่มได้ 20,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อีก 2 เท่า” นาย อุตตมกล่าว.

ประโยชน์ของข้าวแต่ละชนิด

ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยมาแสนนาน ซึ่งมีหลากหลายชนิดแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ของข้าว ข้าวทุกชนิดล้วนมีคุณค่าและคุณประโยชน์มากน้อยแตกต่างกันไป การเลือกรับประทานข้าวไม่เพียงแต่ความอร่อยเท่านั้นจะต้องใส่ใจถึงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวด้วยเช่นกัน

ข้าวขาว
1. ข้าวขาว
ข้าวขาวหรือข้าวขาวหอมมะลิ เป็นข้าวที่ถูกขัดสีไปค่อนข้างมาก ทำให้คุณประโยชน์ของข้าวลดน้อยลงไปและคงเหลือแต่คาร์โบไฮเดรตสูงถึง 71-77% ซึ่งทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1
ซึ่งช่วยป้องกันโรคเหน็บชา และวิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ถึงแม้ความขาวจะมีคุณประโยชน์น้อย แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมมากเนื่องจากเมื่อรับประทานแล้วจะมีความนุ่มกว่าข้าวชนิดอื่น อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตยด้วย

ข้าวกล้อง
2. ข้าวกล้อง
ข้าวกล้อง คือข้าวที่สีเอาเปลือกออกโดยที่ยังคงมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดอยู่ จึงมีเมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ข้าวกล้องอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินบี1 แคลเซียม โฟเลต
ธาตุเหล็กและฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ป้องกันโรคโลหิตจาง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น นอกจากนี้ข้าวกล้องยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อีกทั้งข้าวกล้องยังมีใยอาหารเหลืออยู่มากกว่าข้าวขาวหรือข้าวขัดสี 3 เท่า จึงช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้

ข้าวหอมนิล
3. ข้าวหอมนิล
ข้าวหอมนิลหรือข้าวสีนิล มีลักษณะเป็นเมล็ดเรียวยาว สีดำหรือสีม่วงเข้ม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองแตกต่างจากข้าวสายพันธุ์อื่น มีแอนโทไซยานินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคมะเร็ง
ได้ดีกว่าผลไม้ตระกูลเบอรี่ถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที ช่วยบำรุงโลหิตและการทำงานของระบบประสาท

ข้าวแดง
4. ข้าวแดง
ข้าวแดง คือข้าวกล้องที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง มีด้วยกันหลายสายพันธุ์เช่น ข้าวมันปู และข้าวสังข์หยด เป็นต้น ข้าวมันปูมีสารแคโรทีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นโปรวิตามินเอสูงกว่าข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ
และช่วยชะลอความแก่ ส่วนข้าวสังข์หยดเป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้ออ่อนนุ่นมากขึ้น เป็นข้าวพื้นเมืองภาคใต้ปลูกมากแถบรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงโลหิต นอกจากนี้ข้าวแดงยังมีไนอาซีนหรือวิตามินบี 3
ซึ่งช่วยในระบบการไหลเวียนเลือด ลดระดับของคอเลสเตอรอล และมีความจำเป็นต่อระบบประสาทและการทำงานของสมอง

เราเสียอะไรจาก “เงินบาทแข็งตัว”

ทันทีที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแข็งค่าสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง เสียงแห่งความกังวลจากภาคธุรกิจเอกชนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกไทยทำได้ยากขึ้น เพราะราคาสินค้าไทยจะแพงมากกว่าคู่แข่ง โดยสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิขณะนี้ที่เงินบาทอยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เราส่งออกที่ตันละ 920 เหรียญฯ แต่ปีก่อนค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาท เราตั้งราคาขายได้ที่ตันละ 800 เหรียญฯ วันนี้ข้าวหอมของกัมพูชาและเวียดนามถูกกว่าเรามาก ลูกค้าจึงเริ่มไปซื้อข้าวจากคู่แข่งแทน”

โดยหากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเปิดทำการวันแรกของปี 2560 นี้ วันที่ 4 ม.ค.ซึ่งเงินบาทอยู่ที่ 35.893 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กับล่าสุดวันที่ 24 พ.ย.ที่ 32.675บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น 3.218 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นประมาณ 8.96%!!

จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ส่งออกจะรู้สึก “ขาดทุนกำไร” เพราะเมื่อแปลงรายได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบาท เม็ดเงินจริงที่ได้หายไปมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินจำนวนนั้นเป็นรายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

หากประมาณว่ามูลค่าการส่งออกของไทยเฉลี่ยในปี 2560 นี้อยู่ที่ 15,000-16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อเดือน หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับว่ารายได้ของเราที่ได้จากการส่งออกของไทย ที่แปลงจากรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาทไทยจะหายไป 15,000-16,000 ล้านบาทในเดือนนั้นๆ

ขณะเดียวกัน หากเทียบค่าเงินบาทกับเงินสกุลภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในช่วงตลอดปี 2560 นี้

เราจะพบว่า มีหลายช่วงต่อทีเดียวที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆของสกุลเงินภูมิภาค และบางช่วงค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค

และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ แนวโน้มของเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง!!

ขณะที่ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมสำหรับการส่งออกของไทยควรอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปีหน้าคาดว่าจะแข็งค่าในกรอบ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาคเอกชนต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ผันผวนมากเกินไป โดยหากยังแข็งค่าต่อเนื่อง ธุรกิจส่งออกหลายส่วนของไทยอาจจะอยู่ในสภาวะ “เจ็บหนัก”

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของ ธปท.ให้เหตุผลของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นว่า “มาจากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมทั้งการเคลื่อนไหวของเงินทุนตามความมั่นใจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสถานการณ์ ขณะเดียวกัน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นอีกส่วนที่ทำให้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าเพิ่มขึ้น”

ขณะที่ภาคการส่งออกนั้น ธปท.ใช้ทฤษฎีนี้มาตลอดว่า “การขยายตัวเพิ่มขึ้นของการส่งออกมาจากภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้ามากกว่าผลจากอัตราแลกเปลี่ยน” ดังนั้น นโยบายการดูแลเงินบาทของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็น “การปล่อยไปตามกลไกและแรงกระเพื่อมจากตลาด ขณะที่การดูแลเป็นการประคองตามอาการ” เท่านั้น

มาตรการที่ออกมาดูแล “ตลาดเงินและค่าเงินบาท” จึงไม่ได้บวกความพยายามที่จะใช้ “ค่าเงิน” กระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่พยายามที่ใช้วิธีกระตุ้นให้เอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) “รู้จักบริหารความเสี่ยง และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยตัวเอง”

วันที่โครงสร้างเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนสู่ยุคเทคโนโลยี การเพิ่มโอกาสการแข่งขันของธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการแข่งขันกันตัดราคา เป็นอีกการแข่งขันที่สำคัญ และมีความเข้มข้นสูงมาก เราควรปล่อยให้ “เงินบาทที่แข็งค่า” เป็นอุปสรรคส่วนหนึ่งของการค้าที่ทำให้เราโค้ดราคาสู้คนอื่นได้ยาก หรือเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอน “รายได้” ในรูปเงินบาทของไทยให้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่ใครๆหวัง…หรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมานโยบายหลายเรื่องของ ธปท.ลงมาคลุกคลีกับผู้ประกอบการและติดดินมากขึ้น แต่ “อัตราแลก เปลี่ยนค่าบาท” กลับไม่ใช่ แม้วันนี้การส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ถ้าเราดูแลค่าเงินบาทได้ไม่ดีพอ “เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น” จะไม่กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” ของธุรกิจส่งออกไทย

สาวโคราชโวย แพทย์ทำคลอด ทำฟันหัก 3 ซี่

สาวโคราชโวยแพทย์ทำคลอด ทำฟันหัก 3 ซี่ ขณะโรงพยาบาลออกมารับผิดชอบแล้ว

หลังเพจ Facebook ชื่อ social hunter มีการโพสต์รูปภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับคุณแม่ที่ไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล แล้วตื่นมาพบว่าฟันหน้าตัวเองหายไป 3 ซี่ พร้อมเหล็กดัดฟัน จากการสอบถามไปยัง สาวคนดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนได้มาที่โรงพยาบาลปักธงชัยเพื่อทำการผ่าคลอดโดยการดมยาสลบ

หลังจากดมยาสลบก็หลับไม่ได้สติ จนออกจากห้องผ่าคลอด ทีมแพทย์ได้แจ้งว่าทำการผ่าตัดไม่สำเร็จเนื่องจากตนมีลักษณะคอสั้น คอบวม ลิ้นโต ไม่สามารถใส่ท่อช่วยหายใจได้ จึงยุติการผ่าคลอดไปก่อน แต่ในระหว่างการพยายามใส่ท่อช่วยหายใจนั้น ได้เกิดความผิดพลาด โดยท่อไปโดนฟันหน้าด้านบนหัก 3 ซี่ เมื่อทราบว่าเกิดเหตุผิดพลาดระหว่างการทำคลอด จึงทำเรื่องแจ้งย้ายไปโรงพยาบาลอีกแห่งทันที

ด้าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดังกล่าว เปิดเผยว่า คนไข้รายนี้ที่เข้ารับการผ่าตัดนั้นมีลักษณะค่อนข้างตัวใหญ่ ท้องโตและมีประวัติการเป็นเบาหวานด้วย ทางสูติแพทย์เกรงว่าจะเกิดปัญหาถ้าให้ทำการคลอดเองจึงตัดสินใจทำการผ่าตัด ในการผ่าตัดนั้นจะต้องมีการดมยาสลบเพื่อที่จะใส่ท่อช่วยหายใจด้วย แต่การใส่ท่อช่วยหายใจนั้นเป็นไปได้ยากในระหว่างการใส่ท่อช่วยหายใจนั้น เกิดการผิดพลาดทำให้ฟันหน้าหักไปทั้งหมด 3 ซี่

เวลานั้นทีมแพทย์กลัวว่าจะเกิดอันตรายกับเด็กในท้องและตัวคนไข้เอง จึงยังไม่ได้ดูแลเรื่องฟันที่หักไปและรีบนำตัวส่งไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลอีกแห่ง การผ่าคลอดนั้นสำเร็จไปได้ด้วยดีปลอดภัยทั้งแม่และลูก หลังจากนี้โรงพยาบาลก็จะรับผิดชอบส่วนของฟันที่เสียหาย ซึ่งหลังจากนี้ทางโรงพยาบาลจะให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายโดยการใส่ฟันปลอมในส่วนของฟันจริงที่เสียไปและการจัดฟันจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ขอบคุณที่มา#news.mthai.com

ศาลขอนแก่น ให้ประกันตัว “เบนซ์” ผู้ต้องหา 1 ในทีมเปรี้ยว

ศาลขอนแก่น ให้ประกันตัว “เบนซ์” ด้วยวงเงิน 90,000 บาท ขณะที่เรือนจำกลางขอนแก่น เตรียมปล่อยตัว 18.00 น. วันนี้

ที่ ศาล จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่จากสำนักงานยุติธรรมจังหวัด พร้อมด้วย คนในครอบครัวของ น.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ หรือ เบนซ์ ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือน้องแอ๋ม และ นายธนัญชัย วงษ์ซ้าย ทนายความ ได้ยื่นคำร้องต่อศาล จ.ขอนแก่น เพื่อขอประกันตัว น.ส.จิดารัตน์ ผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว โดยศาลได้ใช้เวลาในการพิจารณาคำร้อง และตรวจสำนวนคดี นานกว่า 1 ชม. ก่อนพิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวในช่วงระหว่างการพิจารณาคดี

นายนรินทร์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากที่ครอบครัวได้มีการยื่นคำร้องในการขอความช่วยเหลือในคดีความดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการช่วยเหลือในการขอประกันตัวจากกองทุนยุติธรรม ซึ่งที่ประชุมร่วมคณะกรรมการได้พิจารณาในการให้ความช่วยเหลือ และได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้ายื่นขอประกันตัวด้วยหลักทรัพย์เงินสด 90,000 บาท

ซึ่งศาลท่านได้ตรวจสำนวนคดีและคำร้องตามที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดได้เสนอขึ้นมา ก่อนมีคำสั่งพิจารณาอนุญาตปล่อยตัวผู้ต้องหาแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้คือส่งหมายปล่อยตัวไปยังเรือนจำกลางขอนแก่น สถานที่คุมขังผู้ต้องหา เพื่อแจ้งให้เจ้าตัวได้รับทราบ และเข้าสู่ของการอนุมัติปล่อยตัว โดยคาดว่า น.ส.จิดารัตน์ ผู้ต้องหาในข้อหารับของโจร จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางขอนแก่นในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. วันนี้

ขอบคุณที่มา#news.mthai.com

หินถล่มถ้ำเขาหลวงเพชรบุรี ไร้เจ็บ ชาวบ้านลือเป็นเหตุอาเพท

หินถล่มถ้ำเขาหลวง โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ ชาวบ้านร่ำลืออาจเป็นเหตุอาเพท เพราะกว่า 150 ปี ไม่เคยปรากฏหินใหญ่ถล่มลงมา

นายกิตติพงษ์ พึ่งแตง “ครูเจี๊ยบสมบัติแม่น้ำเพชร” หนึ่งในคณะกรรมการดูแลและตรวจสอบการบูรณะโบราณสถานในจังหวัดเพชรบุรี ได้ลงไปสำรวจภายในโบราณสถานถ้ำเขาหลวง ต.ธงชัย อ.เมือง จ.เพชรบุรี หลังได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวว่า เมื่อบ่ายของวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ก้อนหินบริเวณปากปล่องถ้ำเขาหลวงได้พังถล่มตกลงมากระแทกพื้นกระเบื้องกลางโถงภายในถ้ำหลวงจำนวน 5 – 6 ก้อน บางก้อนมีขนาดใหญ่ถึง 60 เซนติเมตร น้ำหนักไม่น้อยกว่า 50 กิโลกรัม น้ำหนักของก้อนหินทำให้พื้นกระเบื้องหน้าวัวแตกเสียหายเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เบื้องต้นพบว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์หินถล่มดังกล่าว ซึ่งตามปกติแล้วบริเวณดังกล่าวจะมีนักท่องเที่ยวมายืนถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก ขณะนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 2 คนที่กำลังยืนถ่ายรูปอยู่ในบริเวณดังกล่าว วิ่งหลบก้อนหินที่ตกใส่ออกมาได้ทัน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นทางช่างผู้รับเหมาได้ดำเนินการกั้นพื้นที่บริเวณก้อนหินถล่มไม่ให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบต่อไป

นายกิตติพงษ์ เผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่หลายคนเล่าว่า ไม่เคยมีปรากฏการณ์ลักษณะนี้แม้จะเป็นเหตุทางธรรมชาติ เพราะกระเบื้องหน้าวัวที่นำมาปูกลางโถง ปูมาแล้วกว่า 150 ปี ยังไม่เคยมีร่องรอยหินถล่มตกลงมาแบบนี้ ตั้งแต่มีการบูรณะโบราณสถานถ้ำเขาหลวงคราวนี้เป็นต้นมา มีแต่เรื่องเกิดขึ้นตลอด

ขอบคุณที่มา#news.mthai.com

พายุฝนถล่มตาก ทำน้ำท่วมถนนพังเสียหาย โรงเรียนอ่วมขนของหนีน้ำ

เกิดพายุฝนถล่ม อ.พบพระ จ.ตาก ทำน้ำท่วมถนนพังเสียหาย ขณะโรงเรียนได้รับผลกระทบต้องขนอุปกรณ์การเรียนหนีน้ำ

วันนี้(29 ส.ค.) ที่บ้านร่มเกล้าสหมิตร หมู่ 5 ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก เกิดฝนตกอย่างหนักและต่อเนื่อง ทำให้น้ำป่าไหลหลากพัดดินลูกรังตามถนนในหมู่บ้านและพาตะกอนดินมาทับถมเป็นจุด ๆ เบื้องต้น องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) คีรีราษฎร์ ได้นำรถไถมาปรับทางเพื่อให้สัญจรได้ แต่ถนนเส้นทางที่ลูกรังถูกน้ำพัดไปไม่สามารถสัญจรได้ ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 15 – 20 หลังคาเรือน ส่วนที่ตำบลรวมไทยพัฒนา อ.พบพระ น้ำป่า ได้ไหลเข้า ท่วมโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 4 ทำให้ ครู – นักเรียน ต้องช่วยกันป้องกันน้ำไม่เข้าท่วมชั้นเรียนและขนอุปกรณ์การเรียนหนีน้ำไปไว้บนที่สูง

ด้าน ว่าที่ ร.อ.นิคม สิงทยม ผู้อำนวยการโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 4 กล่าวว่า หากเกิดฝนตกหนัก ที่โรงเรียนรวมไทยพัฒนา 4 จะเกิด น้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ครั้งนี้โชคดี ที่ช่วงฝนตกนั้น มีครู นักเรียนช่วยกัน จึงไม่ทำให้น้ำไหลเข้าห้องเรียนได้

อย่างไรก็ตาม ระยะนี้ เกิดฝนตกหนัก ในพื้นที่ตำบลรวมไทยพัฒนา ทำให้น้ำไหลบ่าเข้ามายังโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนรวมไทยพัฒนา อยู่ในจุดลุ่มต่ำ ล่าสุด ครูนักเรียนได้ขนอุปกรณ์การเรียนหนีน้ำและช่วยกันทำความสะอาด พร้อมเฝ้าระวังไม่ให้น้ำเข้าชั้นเรียนแล้ว

ขอบคุณที่มา#news.mthai.com

โจ๋โหด! ยิงสนั่นหน้าห้างดังเมืองสุพรรณ ขณะคนพลุกพล่าน ดับ 1 เจ็บ 2

เกิดเหตุโจ๋เมืองสุพรรณ ปืนดุ บุกยิงอริกลางตลาดนัดหน้าห้าง ขณะคนพลุกพล่าน ตาย 1 เจ็บ 2- ชาวบ้านถูกลูกหลงสาหัส ด้วย

พ.ตอ.สมพร พุกหอม ผู้กำกับการ ตำรวจภูธรเมืองสุพรรณบุรี เข้าตรวจสอบเหตุ วัยรุ่นยิงกลางตลาดนัดเปิดท้าย หน้าโลตัส สาขาสุพรรณบุรี ริมถนนสายสุพรรณบุรี-ชัยนาท ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ส่วนผู้บาดเจ็บ ประกอบด้วย นายชัยรัตน์ ปาละพันธ์ อายุ 29 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ศีรษะ , นายปิยพัทธ์ (นามสมมติ) อายุ17 ปี ถูกยิงเข้าที่หัวไหล่ อาการสาหัส และ นายอีดี้ เดชชาติปาทาน อายุ 20 ปี ถูกยิงเข้าที่กลางหลัง ทะลุอก 1 นัด ทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ต่อมา นายอีดี้ ทนบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนพยานทราบว่า ในขณะที่ นายชัยรัตน์ กับครอบครัว มาเดินซื้อของโดยอุ้มลูกสาวอยู่ด้วย ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นติดกัน 3 ครั้ง จากนั้นพบว่า นายชัยรัตน์ ถูกลูกหลงจากกระสุนปืนยิงเข้าที่ศีรษะล้มอยู่หน้าร้านค้า

ด้าน พ.ต.อ.สมพร กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ก่อเหตุเป็นวัยรุ่นอยู่ในเขตอำเภอเมืองสุพรรณบุรี เคยมีปัญหากับกลุ่มของ นายปิยพัทธ์ และ นายอีดี้ มาก่อนแล้ว จนมาพบกันในตลาดนัด จึงเกิดอารมณ์แค้น ไล่ทำร้ายกัน จนมีชาวบ้านที่ยืนซื้อของ คือ นายชัยรัตน์ ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ตำรวจจะเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด รวบรวมหลักฐาน เพื่อสืบสวน ติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนต่อไป เพราะเป็นการก่อเหตุอย่างอุจอาจ กลางตลาดที่มีคนพลุกพล่าน

ขอบคุณที่มา#news.mthai.com